เวลาหนึ่งปีผ่านไปเร็วมาก รู้สึกว่าเพิ่งเขียนทบทวนชีวิตของตัวเองไปเมื่อไม่กี่เดือนนี่เอง เผลอไปวูบเดียวเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ในปี 2568 ก็เหลืออีกไม่นานแล้ว
สำหรับผม ปีนี้ก็ยังคงใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายไม่ต่างจากปีก่อนหน้า ยังชอบขวนขวายความรู้ใหม่ๆ ผ่านการอ่านหนังสือเหมือนเดิม (แม้หลายอย่างอ่านแล้วก็ลืม) แต่ก็คิดว่าการอ่านหนังสือคือความสุขที่เรามีได้โดยไม่ต้องลงทุนอะไรมากมาย
ในด้านการทำงาน หากเป็นงานประจำ ในแง่ของเนื้องาน ผมแทบไม่ได้ทำอะไรใหม่เลย หากถามว่าปีนี้ได้อะไร ผมคงตอบว่าได้ความอดทนละมั้ง เพราะไม่ใช่แค่ต้องรับมือกับผู้รับบริการ แต่ผมยังต้องคอยปรับอารมณ์เพื่อไม่ให้กระทบต่อทิศทางการทำงานของคนบางกลุ่มอีกด้วย
มีหลายครั้งที่อะไรหลายอย่างไม่ถูกใจ หรือคิดว่าน่าจะทำให้ดีกว่านี้ได้ แต่ในเมื่อไม่มีอำนาจการตัดสินใจ สุดท้ายก็ทำได้แค่ระบายออกผ่านกิจกรรมคลายเครียดที่ทำประจำไป
หันมาพูดถึงงานอดิเรกที่ทำเวลาว่าง แม้ปีนี้ไม่ได้หยิบจับอะไรใหม่ๆ เลย แต่ผมมองว่าตัวเองมีพัฒนาการในหลายด้านขึ้นเยอะ อย่างการทำเว็บไซต์ก็ใช้ AI เข้ามาเสริมจนช่วยให้ทำอะไรหลายอย่างที่ไม่เคยทำได้ให้สำเร็จ มีการใช้เครื่องมือภายนอกเข้ามาเสริมระบบของเว็บไซต์ให้ทันสมัยและปลอดภัยขึ้น ถึงความรู้ทางด้านการพัฒนาเว็บไซต์จะขยับไปไม่เยอะ แต่ความรู้รอบด้านที่เกี่ยวเนื่องกันมีเยอะขึ้น สำหรับผมมันโอเคเลย
ถ้าไม่เอ่ยถึงเรื่องการเขียนแน่นอนว่าคงไม่ใช่ผม สำหรับปีนี้ต้องขอบอกเลยว่าแทบไม่ได้เขียนอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ส่วนใหญ่จะอยู่ในแง่ของการไล่แก้ไขบทความเก่าๆ ที่เคยเขียนไปแล้วให้สมบูรณ์มากขึ้นเป็นหลัก นอกจากนี้ก็หันมาจับงานที่คล้ายส่วนของงานบรรณาธิการมากขึ้น โดยการเปลี่ยนเนื้อหาประเภทบทความในเว็บไซต์เขียนกันให้มีรูปแบบเชิงนิตยสารมากขึ้น มีการรับงานจากนักเขียนอิสระเข้ามาเพื่อปรับแก้เนื้อหาให้เหมาะสม ดูในส่วนของภาพประกอบ (โดยการช่วยเหลือของ AI) แล้วนำขึ้นเผยแพร่บนเว็บไซต์อย่างเป็นระบบ
ที่หันมาเน้นทิศทางนี้มากขึ้น เพราะส่วนตัวมองว่า อยากเห็นเมืองไทยมีนิตยสารดีๆ ที่คนตาบอดเข้าถึงเนื้อหาได้มากที่สุด ไม่ใช่แค่เนื้อหาที่เป็นข้อความ แต่รวมถึงภาพประกอบที่ต้องมีคำบรรยายภาพด้วย ซึ่งแทบไม่เห็นมีในไทยเลย บางบทความเราก็พอเดาได้แหละ ว่ามันต้องมีภาพประกอบ แต่ภาพประกอบอยู่ส่วนไหนของบทความ แล้วมันคือภาพอะไร อันนี้คนตาบอดแทบไม่รู้ เพราะหากภาพไม่ใส่คำประกอบ ตัวช่วยอ่านหน้าจอก็มักอ่านข้าม หรือต่อให้หาเจอ ก็มักบอกแค่คำว่า “รูปภาพ” แค่นั้น แม้จะมีคนอ่านน้อยก็ไม่เป็นไร ก็ก็ยังยึดคำว่า “อยากได้อะไรต้องทำเอง” ส่วนเรื่องอื่นก็ไม่เป็นไร ยึดความสุขและความอยากทำมาเป็นที่หนึ่ง
ในส่วนงานดนตรี อันนี้ไม่มีอะไรให้เล่าเลย กีตาร์ไม่ได้จับ มีแค่แผนว่าจะซื้อกีตาร์ตัวใหม่ แต่เลื่อนแล้วเลื่อนอีก ด้วยเหตุผลว่าเสียดายเงิน สุดท้ายก็ไม่ได้ซื้อสักที จะพออ้างได้หน่อยก็คงเป็นวิทยุ Keangun Radio ที่ยังเปิดต่อเนื่องนี่แหละ ที่พอจะเกี่ยวกับดนตรีอยู่บ้าง
ทางด้านชีวิตส่วนตัวก็ยังเป็นคนโสดเหมือนเดิม แม้อยากทำความรู้จักกับคนบางคนให้มากขึ้นแต่ก็ยังลังเล เพราะส่วนหนึ่งไม่แน่ใจว่าถ้าเข้าใกล้มากไปเขาจะโอเคไหม ไอ้เราก็ไม่อยากจะเป็นความอึดอัดใจหรือไม่สบายใจของใครซะด้วย ก็คงต้องแล้วแต่สถานการณ์แหละ บางเรื่องก็ต้องใช้เวลา
ชีวิตครอบครัวปีนี้ก็ยังคงมีความสุขเหมือนเดิม ส่วนหนึ่งเพราะคนที่บ้านค่อนข้างเปิดกว้างและรับฟังความเห็นของกันและกัน ด้วยความที่เป็นครอบครัวเล็กๆ มีกันอยู่ไม่กี่คน ตกเย็นก็พูดคุยกันในวงอาหาร อยู่กันแบบเรียบเรื่อย ผมว่าแบบนี้แหละคือคำว่า ‘บ้าน’ ไม่มีอะไรหวือหวา แต่อยู่แล้วสบายใจ
ในแง่ของการออกสังคม แม้ปีนี้จะไปไหนไม่บ่อย แต่ทุกครั้งที่ได้ไปก็ยังได้รับการต้อนรับด้วยดีจากกลุ่มเพื่อนเสนอมา ไม่ว่าจะเปิดประเด็นคุยกันไม่รู้เบื่อกับ ‘ครูตูน’ การคุยเรื่องไอทีกับ ‘ช่างป๊อกไอที’ การได้เจอเรื่องฮาๆ (มั้งนะ??) กับ ‘เจ้าไผ่’
ปีนี้สำหรับผมนับว่าเป็นปีที่ดีอีกหนึ่งปี ทั้งในแง่ของเรื่องงานอดิเรก เรื่องครอบครัว และเรื่องชีวิตส่วนตัว แม้เป้าหมายบางอย่างจะไม่อาจพูดได้ว่าสำเร็จ แต่แค่เรามีความสุขกับสิ่งที่ทำ ผมก็มองว่านี่แหละคือความสำเร็จที่สำคัญที่สุดแล้ว
ขอบคุณพ่อ แม่ เพื่อน และคนทุกคน เรื่องราวทุกเรื่องราวที่ผ่านเข้ามา เพราะทุกอย่างทำให้คนคนนี้เติบโตขึ้นอีกปีแล้วนะ


